2006/Apr/27

รูปกันเลย

2006/Apr/19

เพื่อนๆคงเห็นด้วยใช่ไหมคะว่า แสตมป์เป็นกระดาษแผ่นเล็กๆที่ดูสวยงาม หลากหลาย มีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์และน่าสะสม การสะสมแสตมป์เป็นที่แพร่หลายในหมู่เยาวชนอย่างพวกเราก็เพราะแสตมป์นั้นหาได้ง่ายๆ แค่ขอจากคุณพ่อ คุณแม่ ลอกออกมาจากจดหมายที่ท่านได้รับมาเราก็ได้แสตมป์หลายลายเอาไว้สะสมกันแล้ว ยังไม่นับแสตมป์ที่ระลึกในโอกาสต่างๆที่ทางไปรษณีย์จัดทำขึ้นมา ซึ่งเพื่อนๆสามารถหาซื้อได้จากที่ทำการไปรษณีย์ใกล้ๆบ้านในราคาไม่แพง
การลอกแสตมป์ออกจากซองจดหมายก็มีวิธีนะจ้ะ เพราะถ้าเอามือแกะออกมาดื้อ อาจทำให้"ฟัน" หรือขอบหยักของแสตมป์ขาด ซึ่งจะทำให้แสตมป์ของเพื่อนๆมีตำหนิ ลองดูวิธีนี้นะเจ้าคะ
1. ตัดซองจดหมาย เอาเฉพาะส่วนที่มีแสตมป์ติดอยู่ออกมา
2. เตรียมน้ำใส่ภาชนะเล็กๆไว้ เอาซองส่วนที่ตัดมาลงจุ่มน้ำ โดยคว่ำด้านที่มีแสตมป์ลงในน้ำ
3. แช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที เพื่อนๆจะเห็นว่าแผ่นแสตมป์จะลอกออกมาได้เองแบบไม่บอบช้ำเลยค่ะ อ้อ..วิธีนี้ต้องใจเย็นๆนะจ้ะ เพราะบางทีมันก็ต้อง รอนานกว่านั้น
4. เอาแสตมป์ที่ลอกออกมาแล้ว วางลงบนผ้าขนหนู หรือแผ่นกระดาษทิชชู่ ผึ่งไว้จนแห้ง ในขั้นตอนนี้แสตมป์ของ เพื่อนๆอาจดูหงิกๆงอไปบ้าง ไม่ต้องตกใจนะ เอาไปทับในหนังสือเล่มหนาๆ เดี๋ยวก็เรียบแล้ว
 

แล้วเพื่อนๆรู้ไหมจ้ะ ว่าการสะสมแสตมป์ เริ่มขึ้นมาบนโลกใบนี้ได้ยังไง?
ก่อนอื่นเราต้องย้อนกลับไปก่อนว่าแสตมป์ดวงแรก ของโลกกันก่อน แสตมป์ดวงแรกของโลกคือแสตมป์แบล็คเพนนีของประเทศอังกฤษ แต่ในแสตมป์ไม่มีชื่อประเทศพิมพ์เอาไว้หรอกจ้ะ ออกใช้ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2383 คือเมื่อ 165 ปีมาแล้ว ภาพสัญลักษณ์บนแสตมป์เป็นภาพสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย พระราชินีผู้ปกครองประเทศอังกฤษ มีราคาบนดวงคือหนึ่งเพนนีจ้ะ และเมื่อแสตมป์ชุดแรกของโลก "เพนนีแบล็ค (PENNY BLACK) ได้ออกจำหน่ายแล้ว ประเทศต่าง ๆ จึงได้จัดพิมพ์แสตมป์ออกมาใช้ในกิจการไปรษณีย์ของตนเองบ้างตามๆกันไป
การสะสมแสตมป์ครั้งแรกในโลกเริ่มขึ้นหลังจากแสตมป์ชุดแรกของโลกออกวางจำหน่ายมาแล้ว 2 ปี โดยสุภาพสตรีที่เป็นครู ูได้เป็นผู้ลงประกาศ ในหนังสือ พิมพ์ TIME OF LONDON ว่าเธอต้องการรับซื้อแสตมป์จำนวนมากเพื่อนำไปใช้ประดับฝาผนังบ้านของเธอ (คงต้องใช้เยอะน่าดูล่ะ...)
อีก 10 ปีหลังจากนั้นครูอีกท่านหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศษ ได้ใช้แสตมป์เป็นสื่อการสอนวิชาภูมิศาสตร์กับลูกศิษย์ของตน โดยให้ลูกศิษย์หาแสตมป์ ที่ใช้แล้วของประเทศต่าง ๆ และยังให้ค้นหาด้วยว่าแสตมป์ที่นำมาเป็นของประเทศใด และประเทศนั้นอยู่บริเวณใดบนแผนที่โลก ช่วยให้เด็กๆเรียนภูมิศาสตร์ ได้อย่างสนุกสนาน ไม่น่าเบื่อจึงได้มีการพัฒนาก้าวหน้าขึ้น โดยมีการเก็บใส่อัลบั้ม ..อันนี้ใครจะลองเอาไปใช้บ้าง แกก็คงไม่หวงหรอกนะจ้ะ
แสตมป์ดวงแรกของไทย..

เพื่อนๆคงทราบกันแล้วว่าการไปรษณีย์ของไทย ถือกำเนิดขึ้นหลังจากมีการใช้แสตมป์ครั้งแรกในโลก 43 ปี ในสมัยพระปิยมหราราชรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2426 ซึ่งในช่วงแรกๆ จะรับส่งเฉพาะในเขตพระนคร และ ปริมณฑลเท่านั้น
ส่วนแสตมป์ดวงแรกของไทยนั้นคือ "แสตมป์โสฬส" ออกมาพร้อมกับแสตมป์ ราคาอัฐ เสี้ยว ซีก และสลึงหนึ่งซึ่งเป็นหน่วยเงิน ของไทยในสมัยนั้นนั่นเอง จึงถือเป็นแสตมป์ชุดแรกของไทยเรา ประกาศออกใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2426 ซึ่งถือเป็นวันกำเนิดการไปรษณีย์ยังไงล่ะจ้ะ แสตมป์นี้เป็นภาพสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดพิมพ์โดยบริษัท Waterlow and Sons จำกัด ประเทศอังกฤษโน้นแน่ะ โดย 1 ชุดจะมีอยู่ 6 ดวงประกอบด้วย 1 โสฬส, 1 อัฐ, 1 เสี้ยว, ซีกหนึ่ง, สลึงหนึ่ง, และเฟื่องหนึ่ง แต่ในวันที่ประกาศใช้จริงในวันที่ 4 สิงหาคมกลับได้ใช้แค่ 5 ดวง ขาดส่วนที่เป็นเฟื่องหนึ่ง เพราะส่งมาจากอังกฤษได้ไม่ทัน กรมไปรษณีย์จึงนำออกมาขายในภายหลังเป็นแสตมป์ที่ระลึกให้ได้สะสมกันจ้ะ
ตั้งแต่เริ่มมีการพิมพ์แสตมป์ใช้ในประเทศไทยนั้น ก็จะพิมพ์เป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในแต่ ละรัชสมัย จนกระทั่งประมาณปี พ.ศ. 2490 จึงได้จัดพิมพ์แสตมป์โดยใช้รูปภาพอื่นขึ้นมาใช้บ้าง อย่างที่เราเห็นกันใน ปัจจุบันนี้นะจ้ะ ส่วนแสตมป์ที่ระลึกในโอกาสต่างๆที่สำคัญเริ่มพิมพ์ในปีพ.ศ. 2500 เป็นต้นมา เพื่อให้ชาวโลกได้รู้จักแง่มุมต่างๆของไทยผ่านลายแสตมป์ได้มากขึ้น จนปัจจุบันประเทศไทยได้จัดพิมพ์แสตมป์มามากกว่า 1,000 ชุดแล้วจ้ะ
การสะสมแสตมป์ของไทย นั้นได้เริ่มมาพร้อมกับแสตมป์ชุดโสฬสน่ะล่ะจ้ะ โดยชาวต่างชาติที่เข้ามารับราชการและติดต่อ ค้าขายในบ้านเราได้เริ่มสะสมก่อน ต่อมากระแสนิยมจึงได้แพร่หลายในหมู่คนไทยต่อๆมา

เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อย..แสตมป์ที่แพงที่สุดในโลก...
หลังจากการสะสมแสตมป์ต่างๆเป็นที่แพร่หลายในทุกเพศ ทุกวัย จึงหลีก เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีการตีค่าการแลกเปลี่ยนแสตมป์ต่างๆ เป็นเงิน ขึ้นอยู่กับความหายาก และที่มา
แสตมป์ที่มีราคาสูงที่สุดในโลกคือแสตมป์ ๑ เซ็นต์ สีม่วง แดงของประเทศกายอานาอังกฤษ หรือปัจจุบันคือประเทศ กายอานา ออกใช้เมื่อพ.ศ. 2399 ราคาที่ประมูลกันที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือน พฤษภาคมพ.ศ. 2523 เป็นเงิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐอเมริกา หรือ ประมาณ 23 ล้านบาท เมื่อคิดเทียบตามอัตรา การแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยขณะนั้น ถ้าเป็นตอนนี้ก็เกือบ 42 ล้านบาทอ่ะจ้ะ..
แสตมป์ที่มีราคาสูงที่สุดของไทย คือ แสตมป์อีสต์อินเดีย ราคา 2 แอนนา ซึ่งสเตรตส์เซตเทิลเมนตส์ ขอยืมมาใช้โดย ประทับแก้บนราคา ๒ แอนนา เป็น 32 เซ็นต์ แล้วไทยขอยืม มาประทับอักษร "B" ซึ่งก็มาจากภาษาอังกฤษว่า Bangkok ซึ่งก็หมายถึง กรุงเทพมหานครนี่เอง
แสตมป์นี้นำออกใช้ในพ.ศ. 2425 จำนวนเพียง 20 ดวง ปัจจุบัน คงเหลือเพียงไม่กี่ดวง มีการประมูลซื้อขายครั้งสุดท้ายที่ นิวยอร์กในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2528 ราคา 8,250 เหรียญสหรัฐอเมริกา หรือ ประมาณ 222,000 บาทในสมัยนั้น

2006/Apr/19

อ่านชีวประวัติของท่านสุนทรภู่กันมาแล้ว เพื่อนหลายคนอาจสงสัยว่า นิราศ คืออะไร นิราศ ก็คือบทประพันธ์ที่แต่งขึ้นเพื่อบรรยายถึงสภาพการเดินทาง หรือพูดแบบเข้าใจง่าย ก็คือบันทึกการเดินทางยังไงล่ะคะ เพราะในสมัยก่อนไม่เหมือนตอนนี้ การเดินทางไปต่างจังหวัดแต่ละที่นั้น ลำบากและใช้เวลานานมาก เพราะคนในสมัยนั้น เส้นทางการเดินทางที่สะดวกที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นการเดินทางทางน้ำ หรือการล่องเรือไปตามแม่น้ำไปยังเมืองต่างๆนั่นเอง ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่ารถยนต์ในสมัยนี้มากเอาการ อย่างเช่นการเดินทางไปจังหวัดนครปฐม ซึ่งถ้าเป็นสมัยนี้ใช้เวลาในการเดินทางไม่ถึง 2 ชั่วโมง(แต่งนิราศไม่ทันหรอก..) แต่ในสมัยก่อนต้องใช้เวลาหลายวัน
นักเดินทางที่ต้องแกล่วอยู่ในเรือแคบๆเป็นเวลานาน ก็หาเรื่องแก้เหงาและแก้เบื่อด้วยการประพันธ์บทกวี (ไฉไลจริงๆนะเนี่ย) พรรณนาถึงการเดินทางและ สภาพภูมิประเทศที่ล่องเรือ หรือเดินทางผ่าน ซึ่งโดยมากก็มักโยงเข้ากับเรื่องของความรัก ทำยังไงได้ล่ะ ก็ต้องจากคนที่รักไปเป็นเวลาตั้งนาน กว่าจะไป กว่าจะกลับ บางทีกินเวลาเกือบปี
จากบันทึก สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายที่มาของนิราศไว้ใจความว่า หนังสือจำพวกที่เรียกว่านิราศเป็นบทกลอนแต่งเวลาไปทางไกล มูลเหตุจะเกิดหนังสือชนิดนี้ขึ้น สันนิษฐานว่าคงเป็นเพราะเวลาเดินทางที่มักต้องไปเรือ หลายๆวัน มีเวลาว่างมาก ได้แต่นั่งๆนอนๆไปจนเกิดเบื่อ ก็ต้องคิดหาอะไรทำแก้รำคาญ ผู้สันทัดในทางวรรณคดีจึงแก้รำคาญโดยทางกระบวนคิดแต่งบทกลอน บทกลอนแต่งในเวลาเดินทางเช่นนั้น ก็เป็นธรรมดา ที่จะพรรณนาว่าด้วยสิ่งซึ่งได้พบเห็นในระยะทาง แต่มักแต่งประกอบกับครวญคิดถึงคู่รัก ซึ่งต้องพรากทิ้งไว้ทางบ้านเรือน กระบวนความในหนังสือนิราศ จึงเป็นทำนอง อย่างว่านี้ทั้งนั้น ชอบแต่งกันมาแต่ครั้งกรุงรัตนโกสินทร์...

สังเกตุได้ว่า นิราศที่แต่งกันในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นั้นจะแต่งทั้งเป็นโคลงและเป็นกลอนสุภาพ เพราะดูเหมือนกวีที่แต่งนิราศในครั้งรัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒ จะถือคติต่างกันออกเป็น ๒ พวก พวกหนึ่ง ถือคติเดิมว่า โคลงฉันท์เป็นของสำคัญและแต่งยากกว่ากลอน กวีพวกนี้แต่งนิราศเป็นโคลงตามแบบอย่างกวีเอกสมัยกรุงศรีอยุธยาคือ ศรีปราชญ์ ทั้งนั้น
กวีอีกพวกหนึ่งชอบเพลงยาวจึงแต่งนิราศเป็นกลอนสุภาพทั้งนั้น ถ้าว่าเฉพาะกวีที่เป็นกวีคนสำคัญในพวกหลังนี้ ก็เช่นท่านสุนทรภู่แต่งนิราศที่เป็นกลอนสุภาพได้หลายเรื่องกว่าใครๆหมด แถมกลอนของท่านสุนทรภู่นั้นเพราะ และเป็นที่นิยม กวีรุ่นหลังๆจึงถือเอานิราศของท่านสุนทรภู่ เป็นแบบอย่างกันต่อๆมา ตั้งแต่รัชกาล ที่ ๓ จนถึงรัชกาลที่ ๕"

นิราศของสุนทรภู่ นอกจากจะพรรณนาการเดินทางแล้ว ท่านยังสอดแทรกคติธรรม ข้อเตือนใจต่างๆ และเปรียบเทียบถึงชีวิตของตัวท่านเองเข้าไว้ด้วย ทำให้นักศึกษางานของท่านสืบเสาะประวัติของท่าน จากงานนิพนธ์ของท่านเองได้มาก

ท่านสุนทรภู่แต่งนิราศไว้มากมายหลายเรื่อง แต่เท่าที่พบในปัจจุบันมี ๘ เรื่อง คือ นิราศเมืองแกลง นิราศพระบาท นิราศภูเขาทอง นิราศวัดเจ้าฟ้า นิราศอิเหนา นิราศสุพรรณ นิราศพระประธม และนิราศเมืองเพชร ส่วนรำพันพิลาป ก็มีเนื้อความรำพึงรำพันทำนองเดียวกับนิราศเนื้อหาเกี่ยวกับชีวประวัติของท่านสุนทรภู่เป็นส่วนใหญ่ นอกเหนือจากนี้ในช่วงเวลาที่ท่านบวชเป็นพระนั้น ท่านได้ธุดงค์ไปทั่ว จึงเชื่อว่ายังมีนิราศเรื่องอื่นของท่าน ที่ยังไม่ได้มีการค้นพบ หรืออาจไม่มีวันค้นพบเลยก็ได้ เพราะต้นฉบับอาจถูกทำลายไปเสียแล้วเมื่อครั้งปลวกขึ้นกุฏิของท่านที่วัดเทพธิดาราม น่าเสียดายมากๆ

ในบรรดานิราศของท่านสุนทรภู่ นิราศภูเขาทอง ได้รับการยกย่องว่าเป็นนิราศเรื่องเยี่ยมที่สุดของ ท่านสุนทรภู่ ท่านแต่งเรื่องนี้ เมื่อครั้งเดินทางไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทองที่จังหวัด พระนครศรี อยุธยาคาดว่าไปในราวปี พ.ศ.๒๓๗๑ นิราศเรื่องนี้ไม่ยาวมาก แต่กลับเต็มไปด้วยบทกลอนที่ไพเราะ และให้แง่คิดสำหรับการดำรงชีวิต อาจเป็นเพราะท่านสุนทรภู่แต่งนิราศเรื่องนี้หลังจากได้บวชมาได้หลายพรรษาแล้วก็เป็นได้ จึงได้เรียนรู้ถึงความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้น เส้นทางการเดินทางใน นิราศเรื่องนี้จะคล้ายกับนิราศพระบาท เพราะออกจาก พระนครทวนแม่น้ำขึ้นไปทางเหนือเหมือนกัน ถ้าอยากรู้ว่าแนวคิดของท่านเปลี่ยนไปยังไง ลองเข้าห้องสมุดหานิราศพระบาทซึ่ง แต่งในสมัยที่ท่านมีอายุได้ 21 ปี และนิราศภูเขาทองมาอ่านเทียบกันดู ถ้าแปลไม่ออกก็ถามคุณพ่อ คุณแม่ หรืออาจารย์ภาษาไทยก็ ได้นะจ้ะ

ข้อมูลบางส่วนจาก website www.thai.net/sunthornphu



อเลน
View full profile